
พระราชอริยคุณาธาร (หล่ำ ยั่งยืน) เกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 ณ บ้านพลงช้างเผือก ตำบลวังหว้า (ปัจจุบันตำบลทางเกวียน) อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2431 ตรงกับวันพฤหัสบดี แรม 15 ค่ำ เดือน 6 ปีชวด สัมฤทธิศก (จ.ศ. 1250)
บิดาชื่อ ขุนคลังรัตน (แดง ยั่งยืน) และมารดาชื่อ นางหอย ยั่งยืน มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 7 คน คือ:
เมื่อเยาว์วัยได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่วัดพลงช้างเผือก พออายุได้ 13 ปี ไปเรียนต่อที่ วัดโพธิ์ทองพุทธาราม ถึง พ.ศ. 2446 จึงสำเร็จการศึกษาชั้นมูลฐาน ตามหลักสูตรของมหามกุฏราชวิทยาลัย ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ (ม.ร.ว. ชื่น สุจิตฺโต) สมัยที่ยังทรงสมณศักดิ์เป็นพระสุคุณคณาภรณ์และเป็นเจ้าคณะมณฑลจันทบุรี อำนวยการตั้งขึ้น
ต่อมาได้ศึกษาต่อตามหลักสูตรของกระทรวงธรรมการจนจบหลักสูตรประโยคประถมศึกษา หลังจากจบการศึกษาแล้ว อายุ 16 ปี เริ่มรับราชการเป็นเสมียนฝึกหัดอยู่ที่ศาลยุติธรรมเมืองแกลง พออายุครบ 18 ปี ก็ได้รับบรรจุเป็นเสมียนอยู่ที่ศาลยุติธรรมเมืองแกลง ทำงานอยู่ 4 ปี จึงลาออกจากราชการเพื่ออุปสมบท
อุปสมบทเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2451 ณ พัทธสีมาวัดพลงช้างเผือก ตำบลวังหว้า (ปัจจุบันขึ้นกับตำบลทางเกวียน) อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
การศึกษาในระหว่างอุปสมบท เล่าท่องสวดมนต์จบเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน มนต์ผูกต่างๆ ถึงภาณยักษ์และปาติโมกข์ กับทั้งได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนแตกฉาน สามารถอบรมสั่งสอนศิษยานุศิษย์ให้มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี

พระราชอริยคุณาธารเป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่ประกอบด้วยคุณธรรมความรู้อันประเสริฐ สมควรยกย่องสรรเสริญและเคารพบูชาอย่างสูงในด้านวัตรปฏิบัติ ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานสม่ำเสมอตลอดมา เคยออกปฏิบัติธุดงควัตร ทำกิจสวดมนต์ไหว้พระเป็นประจำทุกวัน ตลอดทั้งลงอุโบสถสังฆกรรมมิได้ขาด
ในด้านการปกครองท่านประกอบด้วยพรหมวิหารธรรม ปราศจากอคติ อบรมสั่งสอนภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา รวมทั้งกุลบุตรธิดาที่อยู่ในวัดและในโรงเรียน ให้ประกอบแต่คุณงามความดี มีความสามัคคีซึ่งกันและกัน จนเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไป ท่านเป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างมาก ให้ความสนับสนุนทุกด้าน เช่น เปิดโรงเรียนปริยัติธรรม แผนกธรรม แผนกบาลี สร้างโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม และอุดหนุนเกื้อกูลศิษย์ในความปกครองให้ได้รับการศึกษาจนสำเร็จขั้นสูงมากมาย
พระราชอริยคุณาธารป่วยเป็นโรคมะเร็งในลำคอ ได้ไปเยียวยารักษาโดยการฉายรังสีที่โรงพยาบาลศิริราชจนทุเลาและปกติดีได้ประมาณ 10 ปี ต่อมาโรคมะเร็งกำเริบขึ้นอีก จึงเข้าไปฉายรังสีอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ทุเลา ประกอบกับฉันภัตตาหารไม่ใคร่ได้ จึงทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย จนขั้นสุดท้ายฉันไม่ได้เลย จึงได้มรณภาพลงด้วยอาการอันสงบเมื่อเวลา 03.05 น. ของวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 (ถ้านับตามหลักโหราศาสตร์ ยังคงอยู่ในวันที่ 10 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันเกิดของท่านพอดี) สิริอายุได้ 78 ปี